|
ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) จำนวนความหมายที่พบจากการค้นหาด้วยคำว่า "ยาขับปัสสาวะ" : 7 ยาขับปัสสาวะ เป็นคำที่ปรากฏในกลุ่มคำประเภท ยาและสารเคมี |
Click เพื่อดูขนาดที่ใหญ่ขึ้น |
| คำอธิบายเกี่ยวกับยา (4) |
| Word Info ID : 2164 Word INFO : ขับปัสสาวะ ลดความดัน ในที่นี้กล่าวถึงเฉพาะฟูโรซีไมด์ และไฮโดรคลอโรไทอาไซด์ Ref. Link : http://www.doctordiag.com/Medical/disease.aspx |
| Word Info ID : 4467 Word INFO : ยาขับปัสสาวะ(อังกฤษ:diuretic) เป็น ยา ที่เพิ่มอัตราการถ่ายปัสสาวะออกจากร่างกาย(ไดยูรีสิส) ยาขับปัสสาวะมีผลลดปริมาตร ของเหลวนอกเซลล์ (extracellular fluid-ECF) ยาขับปัสสาวะธรรมดาทั่วไปได้แก่ คาแฟอีน น้ำเครนเบอรรี่ และ แอลกอฮอล์ ในทางการแพทยื ยาขับปัสสาวะใช้รักษา หัวใจล้มเหลว (heart failure) โรคตับแข็ง (liver cirrhosis) ความดันโลหิตสูง (hypertension) โรคไต (kidney disease) ยาขับปัสสาวะสามารถบรรเทาโรคดังกล่าวได้เพราะมันทำให้ร่างกายขับ โซเดียม และ น้ำ ไปพร้อมกับปัสสาวะ ยิ่งมีปัสสาวะมากเท่าไรน้ำและโซเดียม ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการ บวมน้ำ (edema) ก็จะลดลง และอาการบวมน้ำก็ลดลง ยาขับปัสสาวะบางตัวเช่น อะเซตาโซลาไมด์ ทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มการขับถ่ายยา แอสไพริน ในกรณีการใช้ยาเกินขนาด ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0". Ref. Link : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B1%E... |
| Word Info ID : 4474 Word INFO : การจัดกลุ่มยาขับปัสสาวะและกลไกการออกฤทธิ์ของมัน ชื่อยา กลไกการออกฤทธิ์ ยาขับปัสสาวะประเภทรักษาโพแทสเซียม (เช่น, สไปโนโรแลคโตน, อะมิโลไรด์, ไตรแอมเตอรีน) ยับยั้งการแลกเปลี่ยน Na+-K+ ในคอลเล็กติ้งดักท์: สไปโนโรแลคโตนยับยั้งการทำงานของ แอลโดสเตอร์โรน; อะมิโลไรด์ยับยั้ง ENaC (epithelial sodium channel) น้ำ ยับยั้งการหลั่ง วาโสเพรสซิน (vasopressin) เอตทานอล ยับยั้งการหลั่ง วาโสเพรสซิน (vasopressin) V2 วาโสเพรสซิน รีเซพเตอร์ แอนตาโกนิสต์ ยับยั้งการออกฤทธิ์ของ วาโสเพรสซิน ต่อ เนพฟรอน (nephron) ในคอลเล็กติ้งดักท์ แซนทีน (เช่น, คาแฟอีน, ทีโอไฟลีน) ยับยั้งการดูดซึม Na+, เพิ่ม อัตราการกรอง กลอมูลาร์ (glomular filtration rate) แอซิดิไฟอิง เกลือ (เช่น, CaCl2, NH4Cl) คาร์บอนิก แอนไฮเดรส อินฮิบิเตอร์(carbonic anhydrase inhibitors) (เช่น, อะเซตาโซลาไมด์ (acetazolamide), ดอร์โซลาไมด์ (dorzolamide)) ยับยั้ง H+ ส่งเสริมการหรั่ง Na+ และการขับ K+ รูพิ ไดยูริติก (เช่น, ฟูโรซาไมด์, บูมีทาไนด์, อีทาไครนิก แอซิด) ยับยั้ง การขนส่งร่วมเฮนรี ลูพ ไทอะไซด์ (เช่น, ไฮโดรคลอโรไทอะไซด์, เบนโดรฟลูเมตไทอะไซด์) ยับยั้ง Na+/Cl- การดูดกลับจากดิสทัล คอนโวลูต ทิวบูล ของ เนพฟรอน (nephron) ออสโมติก ไดยูริติก (e.g., mannitol, glucose) ส่งเสริม ออสโมติก ไดยูริสิส Ref. Link : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B1%E... |
| Word Info ID : 4485 Word INFO : ยาขับปัสสาวะ (Diuretic) ยาขับปัสสาวะ คือ กลุ่มยาที่ออกฤทธิ์ต่อไตในการเพิ่มการขับน้ำและเกลือออกจาก ร่างกาย ใช้ประโยชน์ในการรักษาสภาวะบวมน้ำต่าง ๆ และใช้เป็นยาลดความดันโลหิตสูงได้อย่างดีการขับเกลือ และน้ำ มีผลให้ปริมาณของเหลวในหลอดเลือด และของเหลวนอกเซลล์ลดลง พลอยทำให้เลือดปั๊มจากหัวใจในแต่ละครั้งลดลงด้วย ซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตลดลง, เมื่อใช้ยาขับปัสสาวะไปสักระยะหนึ่ง ถึงแม้ว่าร่างกายจะสามารถปรับให้ Cardiac output (ปริมาณเลือดมที่ออกจากหัวใจใน1 นาที) กลับสู่ปกติก็ตาม แต่แรงต้านทานของเลือดต่อการไหลของโลหิตยังคงลดได้ รวมทั้งปริมาณของเหลวในหลอดเลือดและนอกเซลล์ด้วยในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงบางคนอาจสามารถใช้ยาขับปัสสาวะ เพียงอย่างเดียวในการควบคุมความดันโลหิตให้ลดลงได้ แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจต้องใช้ยาลดความดันโลหิตชนิดอื่น ๆ เช่น b -blocker ร่วมด้วย การจำแนกกลุ่มยาขับปัสสาวะ (1) Potent dioretics - Furusemide, Ethacrynic acid, Bumetamide (2) Moderately potent diuretics - Chlorothiazide and thiazide group (3) Potassium - sparing diuretics - Spironolactone - Triamterene and amiloride (4) Miscellaneous diuretics - Osmotic agents, Mannitol and isosorbide ยาขับปัสสาวะที่ใช้บ่อยในการลดความดันโลหิตสูง ได้แก่ กลุ่ม Thiazide ซึ่งมีฤทธิ์การขับปัสสาวะปานกลาง แต่ได้ผลดีในการลดความดันโลหิต มักถูกเลือกใช้เป็นยาตัวแรกในการรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูง (1) ยาขับปัสสาวะที่มีฤทธิ์แรง (Loop diuretics) ยาขับปัสสาวะกลุ่มนี้มีฤทธิ์แรงที่สุด ออกฤทธิ์เร็วระยะเวลาการออกฤทธิ์สั้น ยาที่สำคัญ คือ Furosemide และกรด Ethacrynic โดยจะออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมกลับของโซเดียม คลอไรด์ ทำให้น้ำ โซเดียม คลอไรด์ ถูกขับออกมาในปัสสาวะเพิ่มขึ้น ผลทางเภสัชวิทยา ยาเพิ่มเลือดมายังไต และทำให้เลือดในส่วนของชั้น medulla ไหลไปยังส่วนของ cortex ซึ่งเป็นส่วนของไตที่มีหน้าที่ในการกรอง การดูดซึมกลับ และการขับออกของสาร เป็นจำนวนมากยาทำให้หลือดเลือดดำขยายตัว ซึ่งจะทำให้แรงดันเลือดเข้าสู่หัวใจลดลง ปริมาณเลือดกลับสู่หัวใจน้อยลง หัวใจทำงานดีขึ้น อาการไม่พึงประสงค์ - ความดันเลือดต่ำ, K ต่ำ และเกิดภาวะเลือดเป็นเบส Furosemide ทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นเบส ได้น้อยกว่ากรด Ethacrynic - ทำให้ระดับกรด Uric ในเลือดสูง - Furosemide ทำให้เกิดไตอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่ไตพิการได้ - กรด Ethacrynic ทำให้เกิดหูหนวกชั่วคราว หรือถาวรได้ Furosemide ทำให้เกิดพิษต่อหูได้น้อยกว่ากรด Ethacrynic acid อาจทำให้เกิดหูหนวกชั่วคราวได้ เมื่อฉีดยาในขนาดสูงเข้าหลอดเลือดดำอย่างรวดเร็ว ข้อห้ามใช้และข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ยานี้ในหญิงมีครรภ์ หรือใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นที่มีพิษต่อหู ยาขับปัสสาวะ กลุ่มนี้ ใช้ได้ผลดีในการรักษาอาการบวมที่มีสาเหตุจากภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีการทำงานของไตเสีย โรคตับ และโรคไตควรให้ยาโดยการรับประทาน แต่ในกรณีที่ต้องการผลเร่งด่วน เช่น ในภาวะน้ำท่วมปอดเฉียบพลัน ใช้วิธีฉีดเข้าหลอดเลือดดำ 2. ยาในกลุ่ม Thiazides กลไกการออกฤทธิ์ Thiazides ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมกลับของโซเดียมคลอไรด์ แบบ Na+-Cl-Cotransport ที่ distal tubule ส่วนต้น และกระตุ้นการดูดซึมกลับของแคลเซียมที่บริเวณนี้ ผลในการขับปัสสาวะ ยามีผลเพิ่มการขับน้ำ โซเดียมคลอไรด์ โปแตสเซียม แมกนีเซียม ออกจากร่างกาย ถ้าใช้ในระยะยาวจะทำให้ประมาณเกลือแคลเซียมที่ถูกขับออกทางปัสสาวะลดลงและในขนาดที่สูงพออาจ เพิ่มการขับถ่ายของไปคาร์บอเนตได้ แต่ผลนี้ไม่ค่อยพบจากการใช้รักษา อาการไม่พึงประสงค์ อาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยากลุ่มนี้ ได้แก่ อ่อนเพลีย เมื่อยล้า การรับความรู้สึก ผิดไป เวียนศีรษะ อาการเหล่านี้ขึ้นกับขนาดยาที่ใช้ ยาอาจมีผลทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำลง และ เกิดภาวะเลือดเป็นเบสได้ ยามีผลทำให้การทำงานของตับและไตซึ่งไม่ดีอยู่แล้วเลวลง เช่นในกรณีผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูงที่ไตทำงานได้น้อย การใช้ Thiazide ขนาดสูงหรือในระยะยาวจะทำให้เกิดการเสียน้ำ และเกลือแร่อย่างมาก ในผู้ป่วยโรคตับแข็ง ยามีผลทำให้ mental function เลวลง นอกจากผลข้างเคียงที่เกิดจากฤทธิ์ในการขับปัสสาวะเหล่านี้แล้ว ยายังทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ อีกคือ 1. ทำให้ระดับกรด Uric ในเลือดสูงขึ้น ทั้งนี้เพราะ Thiazide แย่งกรด Uric หลั่งเข้า ท่อไตทำให้กรด Uric ในปัสสาวะลดลง หรืออาจเป็นผลจากการใช้ยาเป็นเวลานาน ร่างกาย มีการขับน้ำ และเกลือแร่ออกไปมาก ไตจะเพิ่มการดูดซึมกลับของโซเดียม โดยที่กรด Uric จะถูกดูดซึมกลับเข้าไปด้วย ซึ่งจะเป็นปัญหาในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ 2. ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น อาจเป็นผลจากยายับยั้งการหลั่ง insulin ลดการ ใช้น้ำตาลของเซลล์ เพิ่ม glycogenolysis และยับยั้ง glycogenesis นอกจากนี้ยาสามารถเพิ่ม ปริมาณ โคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ในเลือดได้ 3. ทำให้ปริมาณเลือดที่กรองผ่านไตลดลง และทำให้ lblood urea nitrogen และ creaTINine เพิ่มขึ้น เป็นผลจากยาทำให้ปริมาณเลือดลดลง หรือจากฤทธิ์โดยตรงของยาที่ลดเลือดมายังไต ดังนั้นยานี้ไม่เหมาะที่จะใช้ในผู้ป่วยที่ไตทำงานได้น้อย 4. ทำให้เกิดอาการแพ้เช่นมีไข้ ผิวหนังเป็นจ้ำแดง ข้อควรระวังในการใช้ยา ควรใช้ Thiazides ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยโรคตับแข็ง ในผู้ป่วยไตพิการ ในผู้ป่วยที่ได้รับยา Digitalis ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคเก๊าท์ควรใช้ยาในขนาดต่ำสุดที่ให้ผลในการรักษา การใช้ Thiazides เป็นเวลานานในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย Lithium carbonate จะทำให้ระดับของ Lithium ในร่างกายสูงขึ้นจนเกิดอาการพิษได้ ประโยชน์ในการใช้รักษา Thiazides ใช้รักษาอาการบวมของกลุ่มอาการ Nephrotic ในภาวะหัวใจล้มเหลวชนิดเรื้อรังที่มีการทำงานของไตปกติ ลดอาการบวมและลดน้ำในช่องท้องของผู้ป่วยโรคตับ ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ใช้รักษาโรคความดันเลือดสูงชนิดไม่รุนแรง ใช้ได้ผลดีพอใช้ในโรค เบาจืด ซึ่งมีสาเหตุจากไตและใช้ป้องกันการเกิดนิ่วในไต ซึ่งเป็นชนิดเกลือแคลเซียม 3. ยาขับปัสสาวะที่มีผลเก็บโปแตสเซียม (Potassium-sparing diuretics) ยาขับปัสสาวะกลุ่มนี้มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะอ่อน เมื่อใช้ตามลำพัง ให้ผลขับน้ำ และโซเดียมได้น้อย เนื่องจากยาออกฤทธิ์บริเวณท่อไตส่วนประกอบซึ่งเป็นบริเวณที่มีการดูดซึมกลับของโซเดียมน้อย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ย่อย 1. พวกที่ออกฤทธิ์ต้านฤทธิ์ของฮอร์โมน Aldoslerone (Aldosterone antagonists) 2. ยาที่มีผลเก็บโปแตสเซียมชนิดอื่น ๆ 1. Aldosterone antagonists Spironolactone เป็นสเตอรอยด์ที่สังเคราะห์ขึ้นมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายคลึงฮอร์โมน Aldosterone กลไกการออกฤทธิ์ Spironotoctone เป็น Competitive antagonist ของ Aldosterone อาการไม่พึงประสงค์ อาการพิษที่สำคัญคือ ภาวะโปแตสเซียมในเลือดสูง ซึ่งมักเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ได้รับ โปแตสเซียมสูง หรือใช้ยาขนาดปกติร่วมกับยา Thiazide ในผู้ป่วยที่ไตทำงานไม่ดี อาการ ข้างเคียงอื่นที่พบบ่อย คือ ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เต้านมโตขึ้นในผู้ชาย และ มีอาการคล้ายได้รับฮอร์โมน Androgen ประโยชน์ในการใช้รักษา ยากลุ่มนี้มักใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะกลุ่มอื่น เพื่อเสริมฤทธิ์ขับปัสสาวะ และป้องกัน การเสียโปแตสเซียมมากเกินไป เช่น ใช้ร่วมกับ Thiazide ในการรักษาโรคความดันเลือดสูง ใช้ในการรักษาอาการบวมที่ใช้ยาอื่นไม่ได้ผล เช่น ใช้ร่วมกับ Thiazide หรือ Furosemide ในการลดอาการบวมจากภาวะหัวใจล้มเหลว ใช้ร่วมกับ Thiazide ในโรคไต ชนิด Nephrotic syndrome และโรคตับ ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวัง ควรระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่ไตทำงานน้อยลง ไม่ควรใช้ Spironolaetone ร่วมกับ Salicylate เนื่องจาก Salicylate ขัดขวางการหลั่งของ Canrenone เข้าท่อไต ทำให้ผลในการรักษาของ Spironolactone ลดลง 2. ยาที่ผลเก็บโปแตสเซียม ชนิดอื่น ๆ ได้แก่ Triamterene, Amiloride ผลในการขับปัสสาวะ ยามีผลเพิ่มการขับน้ำ และโซเดียมคลอไรด์ออกจากร่างกาย ในสภาวะปกติยามีผลต่อการขับถ่าย โปแตสเซียมเล็กน้อย แต่ในสภาวะที่ร่างกายมีการขับถ่ายโปแตสเซียมมาก เช่น เมื่อได้รับโปแตสเซียมสูง ใช้ยาปัสสาวะชนิดอื่น หรือมีฮอร์โมน Aldosterone มากเกินการใช้ Triamterene และ Amiloride มีผลลดการขับโปแตสเซียมอย่างเด่นชัด อาการไม่พึงประสงค์ อาการพิษที่สำคัญคือ ภาวะโปแตสเซียมในเลือดสูง Triamterene ทำให้เกิดอาการ ข้างเคียงได้น้อย ที่พบบ่อยคือ คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน เป็นตะคริวที่ขา และมียูเรียในเลือด อาจเกิดนิ่วในไตและอาจเกิดภาวะเลือดจาง ชนิด megaloblastic ในผู้ป่วยโรคตับแข็งได้ อาการข้างเคียง จากการใช้ Amiloride ได้แก่ ภาวะโปแตสเซียมในเลือดสูง คลื่นไส้ อาเจียนท้องร่วงและปวดศีรษะ ประโยชน์ที่ใช้ในการใช้รักษา Triamterene และ Amiloride มีประโยชน์ในการรักษาเช่นเดียวกับยาในกลุ่ม Aldosterone antagonists การเลือกใช้ยาขับปัสสาวะ จากการทราบถึงตำแหน่งกลไกการออกฤทธิ์ ทำให้สามารถเลือกใช้ยาแต่ละชนิดได้ เหมาะสมและใช้ร่วมกันได้อย่างถูกต้อง เช่น 1. ยาขับปัสสาวะที่ออกฤทธิ์ในส่วนต้น ๆ ของท่อไต ให้ประสิทธิภาพในการรักษา ได้ดีกว่ายาที่ออกฤทธิ์ในส่วนปลาย ๆ 2. ยาที่ออกฤทธิ์ในตำแหน่งต่างกัน เช่น Furosemide และ Thiazides ให้ผลเสริมฤทธิ์กันในการขับปัสสาวะ 3. ยาที่ออกฤทธิ์ในตำแหน่งเดียวกัน ด้วยกลไกที่ต่างกัน เช่น Spironoloctone และ Triamterene จะให้ผลเสริมฤทธิ์กัน 4. ผลของยาตัวหนึ่งอาจลดผลข้างเคียงของยาอีกตัวหนึ่งได้ Spironolactone ลดการ สูญเสียโปแตสเซียมจาก Thiazides ได้ จากเหตุผลดังกล่าว จึงมีการใช้ยาขับปัสสาวะมากกว่าหนึ่งชนิดในการรักษา แต่ควร พิจารณาขนาดของยาแต่ละชนิดให้เหมาะสม หรืออาจเลือกใช้ตำรับยาขับปัสสาวะ 2 ชนิด ที่ร่วมอยู่ในเม็ดหรือแคปซูลเดียวกัน เช่น Hydrochlorothiazide และ Amiloride หรือ Hydrochlorothiozide และ Trimterene Ref. Link : http://www.yala.ac.th/subject/diuretic.html |
| ตัวอย่างชื่อการค้า (1) |
| Word Info ID : 4492 Word INFO : ชื่อการค้า Aldactone Aldic Altone Amilhydrozide Amilide Berlactone Burinex Dichloltride Didralin Dinazine Dirine Diuret-P Dyazide Dyterene Frusid Fudirine Furetic Furide H-Mide Hawkmide Hydrozide Hyperectic Impugan Lasix Mediuresix Mirudet Milorex Miretic Moduretic Poli-Uretic Renase Sefaretic Servithiazid Skezide Spironex Tevaspirone Ref. Link : http://www.thaiheartweb.com/diuretic.htm |
| ผลข้างเคียง (1) |
| Word Info ID : 4476 Word INFO : อาการไม่พึงประสงค์ - ความดันเลือดต่ำ, K ต่ำ และเกิดภาวะเลือดเป็นเบส Furosemide ทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นเบส ได้น้อยกว่ากรด Ethacrynic - ทำให้ระดับกรด Uric ในเลือดสูง - Furosemide ทำให้เกิดไตอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่ไตพิการได้ - กรด Ethacrynic ทำให้เกิดหูหนวกชั่วคราว หรือถาวรได้ Furosemide ทำให้เกิดพิษต่อหูได้น้อยกว่ากรด Ethacrynic acid อาจทำให้เกิดหูหนวกชั่วคราวได้ เมื่อฉีดยาในขนาดสูงเข้าหลอดเลือดดำอย่างรวดเร็ว Ref. Link : http://www.yala.ac.th/subject/diuretic.html |
| ข้อห้ามใช้ (1) |
| Word Info ID : 4480 Word INFO : ข้อห้ามใช้และข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ยานี้ในหญิงมีครรภ์ หรือใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นที่มีพิษต่อหู ยาขับปัสสาวะ กลุ่มนี้ ใช้ได้ผลดีในการรักษาอาการบวมที่มีสาเหตุจากภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีการทำงานของไตเสีย โรคตับ และโรคไตควรให้ยาโดยการรับประทาน แต่ในกรณีที่ต้องการผลเร่งด่วน เช่น ในภาวะน้ำท่วมปอดเฉียบพลัน ใช้วิธีฉีดเข้าหลอดเลือดดำ Ref. Link : http://www.yala.ac.th/subject/diuretic.html |